En skrivelse om en (tidigare) vilsen mamma i det främmande landet Sverige.
Nu känner hon sig för första gången riktigt "stolt" som mamma.
Och hon vill dela med sig av sin (o)erfarenhet gällande mammarollen och barnuppfostran i det främmande landet, Sverige, och det främmande landskapet Moders(land)skapet med sina medsystrar.
Skrivelsen är till minne av hennes son som också är hennes lärare som nyss har fyllt 3 år.
:::

:::
คนจะขำไหมนะ ถ้าวันนึงกรูดจะมานั่งเขียนบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก
เมื่อวานเป็นวันครบรอบวันเกิด ๓ ปี ของลูกชาย
ซึ่งวัย(ย่าง)สามขวบของลูก เป็นช่วงเวลาแรกในชีวิตของแม่ ที่แม่นึกถึงลูก และหัวใจแม่เบิกบานเต็มไปด้วยร้อยยิ้ม
พร้อมกับความรู้สึก "ภูมิใจ" อย่างแท้จริงว่า "อืม ลูกฉันก็เป็นเด็กน่ารักนะ และฉันก็เป็นแม่ที่ดีอยู่นะ"
"อืม จริงๆ แล้วพี่น้องเขาก็รักกันอยู่นะ"
ก็เลยอยากจะเขียนบทความเกี่ยวกับการเดินทางของคุณแม่คนนี้
ซึ่งเป็นคุณแม่ที่ครั้งหนึ่ง (เมื่อไม่นานมานี้) รู้สึกสับสนและไม่มีความมั่นใจในตัวเองในฐานะแม่คนเลย
แต่วันนี้แม่คนนี้รู้สึกว่า ฉันก็เป็นแม่ที่โอเคอยู่นะ
ก็เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อที่เป็นระลึกโอกาสครบรอบสามขวบของลูก และครบรอบครึ่งขวบของความเป็นแม่ที่ค่อนข้างจะโอเคอยู่นะของตัวเอง
...
เอาเป็นว่า ขอเล่าประสบการณ์ให้ฟังละกันนะคะ
...
เพราะคิดว่าคงจะมีคุณแม่คนไทยในต่างแดนหลายๆ คนที่มีปัญหาเหมือนๆ กัน
เพราะการเลี้ยงลูกโดยลำพังในต่างแดนมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันมีมิติด้านความต่างทางวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง
และนอกจากนี้มันยังมีมิติด้านเวลาอีกด้วย
เพราะสมัยที่เราเป็นเด็กกับสมัยนี้สังคมมันก็เปลี่ยนไปเยอะ และแนวความคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กก็เปลี่ยนตามไปด้วย
และการเลี้ยงเด็กของสวีเดนในปัจจุบันก็ไม่เหมือนกับในอดีต ซึ่งอันนี้กรูดก็พึ่งรู้เหมือนกัน ... ว่าพ่อแม่ที่นี่ก็สับสนไม่แพ้เราหรอก ... ไอ้เราก็นึกว่ามีแต่เราที่สับสนเพราะเรามาจากต่างวัฒนธรรม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คนที่นี่ก็สับสนพอๆ กัน เพราะรุ่นพ่อรุ่นแม่เขา ก็ไม่ได้เลี้ยงลูกแบบนี้
...
ประเด็นที่คุณแม่คนไทยหลายคนสงสัยคือ เลี้ยงลูกโดยไม่ตี จะเลี้ยงยังไง เพราะที่นี่การตีลูกถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
ประเด็นต่อไปคือ เลี้ยงลูกโดยลำพัง โดยไม่มีพ่อแม่พี่ป้าน้าอาคอยช่วยเหลือจะทำยังไง แม่แต่จะไปอี้ยังไม่ได้อี้อย่างสบายเลย
ประเด็นต่อไปคือ เลี้ยงลูกโดยไม่ใช้การโกหก เลี้ยงยังไง
ประเด็นต่อไปคือ คนที่นี่เขาเลี้ยงดูเด็กกันยังไง
และอีกประเด็นที่สำคัญคือ แม่คิดอย่างนี้ แล้วพ่อคิดอีกอย่างนึง เช่นเรื่อง การกิน การนอน การโอ๋ วินัย การอาบน้ำ และอื่นๆ อีกจิปาถะ จะจัดการยังไง
เอ หรือเราคิดมากไป
...
และของกรูดมีเพิ่มมาอีกประเด็นนึงคือ
แล้วฉันอยากจะ
เขียนหนังสือให้เสร็จด้วย
อยากจะทำงานล่ามด้วย
อยากจะสอบเอาใบรับรองวิชาชีพล่ามด้วย
อยากจะสอนหนังสือด้วย
อยากจะเป็นคนสาธารณะ
อยากจะเป็นคนของเพื่อน
อยากจะเป็นแม่ที่ดีไปด้วย
จะทำยังไง
คำตอบที่พึ่งมาคนพบเมื่อเร็วๆ นี้คือ
"ทำไม่ได้"
มันเป็นสมการที่เป็นไปไม่ได้
แต่เรามองไม่เห็น เราไม่เข้าใจ
เราคิดว่าลูกเรา สามีเราต้องเป็นแบ็คอัพให้เรา ให้เราทำสิ่งต่างๆ ที่เราอยากทำได้สิ
คนในครอบครัวน่ะเป็นของตาย ให้เวลากันเมื่อไหร่ก็ได้
งาน เพื่อนฝูง ญาติ คนตกทุกข์ได้อยาก ... ต้องมาก่อน
...
แต่เราไม่ได้คิดไปว่าลูกเขาไม่รับรู้ตรงนี้ เพราะในความคิดของเรา เด็กก็คือผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ ที่มีสำนึกผิดชอบชั่วดีเหมือนผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ
เราไม่รู้หรอกว่าเด็กนั้นก็ไม่ได้ฉลาดหรือมีสำนึกผิดชอบชั่วดีได้มากไปกว่าหมาหรือแมว
ขออภัย ไม่ได้หยาบคาย แต่แค่มองตัวเองว่า เวลาเราสั่งหมาหรือแมวให้ทำนั่นทำนี่ แล้วมันทำไม่ได้ ทำไม่เราไม่เห็นโกรธมัน ก็เพราะเรารู้ว่ามันไม่ได้เข้าใจภาษาคนอะไรมากมาย
แล้วทำไมเวลาลูกเราซึ่งพึ่งได้สัมผัสกับภาษาคนแค่หนึ่งหรือสองปี ซึ่งเวลาดังกล่าวเขาต้องเรียนอะไรอย่างอื่นอีกตั้งมากมาย ไม่ใช่เฉพาะภาษาอย่างเดียว เวลาที่เขาไม่ทำในสิ่งที่เราคาดหวัง ทำไมเราถึงรู้สึกถูกขัดใจและมีอารมณ์
ส่วนลูก เวลาที่เขาเห็นแม่อยู่กับคนอื่น ให้ความสนใจแต่คนอื่น เขาก็หาวิธีให้แม่หันมาสนใจเขาบ้าง
ทำยังไงก็ได้ ขอให้แม่หันมาสนใจหนูบ้าง ถึงจะเป็นการสนใจในทางลบ เช่นการดุ การตะคอกก็ตาม อย่างน้อยแม่ก็ทิ้งคนอื่น และหันมาสนใจหนูชั่วขณะก็แล้วกัน
...
เชื่อไหม ว่าจุดนี้ เราพึ่งมาค้นพบเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมานี่เอง
วันนั้นเราไปกินอาหารที่ร้านอาหารกับคุณแม่อีกคนที่มีลูกในวัยไล่เลี่ยกันกับลูกเรา
เราก็สงสัยว่า เอ ทำไมพฤติกรรมเด็กสองคนถึงต่างกันนัก
ทำไมลูกเราถึงยุกยิกๆ ปีนป่าย เป็นลิงเป็นค่าง หาเรื่องให้เราต้องหันไปดุตลอด
ในขณะที่เด็กอีกคนนั่งกินเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้
จริงๆ ก็เคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องเด็กเรียกร้องความสนใจ
แต่ไม่เคยเชื่อมโยงเรื่องที่อ่านกับสถานการณ์ของตัวเอง
แต่วันนั้นไม่รู้ทำไมถึงเกิดตาสว่าง
มองเห็นความสมการของพฤติกรรมของแม่กับลูก
เพราะคุณแม่คนนั้นเขาให้ความสนใจกับลูกเขาตลอด ลูกเขามาก่อน
ส่วนสิ่งที่คุณแม่คนนี้สนใจเป็นสิ่งสุดท้าย คือลูกของตัวเอง
...
หลังจากวันนั้นก็เริ่มย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น
แล้วก็เลยได้คำตอบว่า
อืม... ถ้าเราลองให้ความสนใจลูกแม้เวลาที่มีคนอื่นอยู่ด้วย ลูกอาจจะไม่ต้องทำตัวเป็นลิงเป็นค่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเราก็ได้นะ
...













